ปกป้องคนรุ่นใหม่โดยไม่แบ่งสิทธิคนต่างรุ่น: คำถามต่อแนวคิด Nicotine-Free Generation
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มาตรการควบคุมยาสูบของไทยเข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการห้ามโฆษณา การขยายพื้นที่ปลอดบุหรี่ การเพิ่มคำเตือนบนซองบุหรี่ หรือแนวคิดใหม่ ๆ ที่มุ่งลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ในระยะยาว
เป้าหมายเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นด้วยความหวังดีต่อสุขภาพของประชาชน เพราะการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรค และการลดจำนวนผู้สูบถือเป็นเป้าหมายด้านสาธารณสุขที่หลายประเทศให้ความสำคัญ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เริ่มมีคำถามเกิดขึ้นว่า ระหว่างที่สังคมกำลังต่อสู้กับ “บุหรี่” อยู่นั้น เรากำลังเผลอต่อสู้กับ “ผู้สูบบุหรี่” ไปพร้อมกันด้วยหรือไม่
โดยเฉพาะแนวคิด “ห้ามผู้ที่เกิดหลังปีที่กำหนดซื้อยาสูบตลอดชีวิต” หรือ Nicotine-Free Generation ซึ่งเป็นแนวทางที่มีการพูดถึงในหลายประเทศ และกระทรวงสาธารณสุขไทยกำลังมีแนวคิดที่จะผลักดัน แม้เจตนารมณ์ของนโยบายคือการป้องกันคนรุ่นใหม่ไม่ให้เริ่มสูบบุหรี่และสร้างสังคมสุขภาพดี แต่คำถามสำคัญคือ เมื่อบุคคลหนึ่งเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีอายุถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย และมีความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง เหตุใดเขาจึงอาจถูกจำกัดสิทธิในการเลือกมากกว่าพลเมืองคนอื่น
นอกจากประเด็นเรื่องสิทธิของประชาชนแล้ว อีกสิ่งที่ต้องพิจารณาคือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าวในทางปฏิบัติ เพราะประสบการณ์จากการแบนบุหรี่ไฟฟ้าสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อมีการจำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการอยู่ในตลาดมากเกินไป อาจเกิดช่องว่างที่ทำให้ตลาดผิดกฎหมายเข้ามาแทนที่
หากผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งยังมีความต้องการใช้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายได้ ตลาดมืดและสินค้าผิดกฎหมายอาจเติบโตขึ้น ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีของรัฐ แต่ยังทำให้ผู้บริโภคอาจเข้าถึงสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ขาดการควบคุมด้านอายุผู้ซื้อ และไม่มีระบบตรวจสอบเหมือนตลาดที่อยู่ภายใต้กฎหมาย
ในประเทศไทย ปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอยู่แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและช่องทางออนไลน์ การเพิ่มข้อจำกัดโดยไม่มีกลไกรองรับที่เหมาะสม อาจสร้างแรงจูงใจให้ตลาดผิดกฎหมายขยายตัว และทำให้การควบคุมผลิตภัณฑ์ทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม

การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ และผู้สูบบุหรี่จำนวนมากรับรู้ถึงข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว การเลือกสูบหรือไม่สูบจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจส่วนบุคคลภายใต้กรอบของกฎหมาย เช่นเดียวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอื่น ๆ ที่อาจมีความเสี่ยง แต่สังคมไม่ได้เลือกใช้วิธีการห้ามบุคคลเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อมาตรการควบคุมมุ่งไปสู่การทำให้ “ตัวบุคคล” กลายเป็นปัญหา แทนที่จะมุ่งแก้ไข “ปัญหาจากการสูบบุหรี่” ผู้สูบบุหรี่อาจถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่สมควรถูกจำกัดสิทธิ หรือกลายเป็นพลเมืองที่มีสิทธิน้อยกว่าคนอื่น ทั้งที่บุคคลเหล่านี้ยังคงเป็นสมาชิกของสังคม มีครอบครัว มีหน้าที่การงาน และมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับทุกคน
หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน สนามบิน อาคารสำนักงาน หรือศูนย์การค้าหลายแห่งยังมีห้องสูบบุหรี่ที่เป็นสัดส่วน มีระบบระบายอากาศ และได้รับการออกแบบเพื่อแยกผู้สูบออกจากผู้ไม่สูบอย่างเหมาะสม
แต่ภาพที่พบเห็นในปัจจุบันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ผู้สูบบุหรี่จำนวนไม่น้อยต้องออกไปยืนรวมตัวกันตามซอกตึก ริมลานจอดรถ ข้างถังขยะ หรือมุมอับที่ร้อนอบอ้าว หลายแห่งไม่มีแม้แต่หลังคาบังแดดหรือฝน ราวกับว่าการสูบบุหรี่ไม่เพียงเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ แต่ผู้สูบเองก็กลายเป็นบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาในพื้นที่สาธารณะไปด้วย
สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่เพียงกฎหมาย แต่คือ “ทัศนคติของสังคม”
จากเดิมที่ผู้สูบบุหรี่ถูกมองว่าเป็นผู้บริโภคสินค้าประเภทหนึ่ง กลับค่อย ๆ ถูกมองในฐานะผู้สร้างปัญหา เป็นภาระ หรือในบางครั้งถึงขั้นถูกตีตราว่าเป็น “ขี้ยา” หรือเป็นบุคคลที่สมควรถูกกีดกันออกจากพื้นที่ส่วนรวม
คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่ว่า บุหรี่เป็นอันตรายหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นสังคมมีคำตอบร่วมกันอยู่แล้ว
แต่คำถามคือ เมื่อคนคนหนึ่งเลือกสูบบุหรี่ภายใต้กรอบของกฎหมาย เขาควรถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสองหรือไม่
การคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่เป็นเรื่องจำเป็น ไม่มีใครต้องการให้ควันบุหรี่ไปรบกวนผู้อื่น หรือสร้างผลกระทบจากควันบุหรี่มือสอง แต่การปกป้องสิทธิของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ควรต้องแลกมาด้วยการลดทอนศักดิ์ศรีของคนอีกกลุ่มหนึ่ง
สังคมสามารถปกป้องสุขภาพและเคารพสิทธิไปพร้อมกันได้
แทนที่จะผลักผู้สูบบุหรี่ให้ไปอยู่ในมุมอับของเมือง อาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาพูดถึงการบริหารจัดการพื้นที่สูบบุหรี่อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดโซนนิ่งที่ชัดเจน หรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับผู้ที่สูบในพื้นที่ห้ามสูบ
เพราะการแก้ปัญหาสาธารณสุขที่ดี ไม่ควรตั้งอยู่บนฐานของการตีตราผู้คน
หากเป้าหมายคือการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ วิธีที่ควรได้รับการส่งเสริมคือการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง การป้องกันเยาวชนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ การสนับสนุนให้ผู้ที่ต้องการเลิกสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ และการส่งเสริมทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยง มากกว่าการใช้มาตรการที่ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่าตนเองไม่มีที่ยืนในสังคม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิทธิไม่ใช่รางวัลสำหรับคนที่ใช้ชีวิตถูกใจคนส่วนใหญ่
สิทธิคือหลักประกันพื้นฐานที่สังคมพึงมอบให้กับทุกคน ตราบใดที่เขายังเคารพสิทธิของผู้อื่นและปฏิบัติตามกฎหมาย
บุหรี่อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่ควรควบคุม แต่คนที่ยังเลือกสูบ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ได้เป็นอาชญากร ไม่ได้เป็นผู้ร้าย และไม่ได้เป็นคนผิดศีลธรรม
เขาไม่ควรถูกตราหน้า เพียงเพราะเลือกใช้ชีวิตแตกต่างจากคนส่วนใหญ่

Leave a Comment