Hide Preloader

ความเห็นนักวิชาการที่กระทรวงการคลังอยากฟัง “ทำไมต้องเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวทันที”

Key Points

  • นักวิชาการเห็นตรงกันว่า ควรเร่งปรับภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว เพราะมีข้อมูลวิชาการรองรับเพียงพอแล้ว
  • ชี้ว่า ภาษี 2 อัตรา เปิดช่องเลี่ยงภาษี บิดเบือนการแข่งขัน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ และผู้สูบหันไปซื้อบุหรี่ราคาถูกแทนการเลิกสูบ
  • ย้ำว่า ภาษีอัตราเดียว จะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ สอดคล้องมาตรฐานสากล และช่วยลดการเข้าถึงบุหรี่ราคาถูกของเยาวชน
  • ระบุว่า ปัญหาบุหรี่เถื่อนเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่เหตุผลในการชะลอการปรับโครงสร้างภาษี.

ความเห็นนักวิชาการที่กระทรวงการคลังอยากฟัง “ทำไมต้องเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียวทันที”

ถ้านโยบายรัฐคือการบริหารจัดการบนฐานข้อมูลและหลักวิชาการ คำตอบของกรมสรรพสามิตที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า อยากปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว แต่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการ จึงฟังดูเป็นเพียงข้ออ้างดึงเวลาที่กลบเกลื่อนความลังเลระดับนโยบายของกระทรวงการคลังได้อย่างแนบเนียน เพราะในความเป็นจริง งานวิจัยและข้อเสนอแนะจากนักวิชาการหลากแขนง ทั้งเศรษฐศาสตร์ การคลัง และสาธารณสุข ได้ตกผลึกชี้ไปในทิศทางเดียวกันนานแล้ว เสียงสะท้อนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และการตัดสินใจปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่สู่อัตราเดียวไม่ใช่สิ่งที่ต้องรออีกต่อไป

เสียงจากฝั่งเศรษฐศาสตร์และการคลัง: อัตราเดียวคือทางออก ขจัดช่องโหว่ภาษี

ความล้มเหลวของโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบสองอัตราที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 ถูกพิสูจน์แล้วผ่านงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ว่าบิดเบือนกลไกตลาด สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการหาช่องว่างทางภาษี ไม่มีความเป็นสากลหรือแนวทางของ OECD และส่งผลกระทบต่อรายได้รัฐอย่างมีนัยสำคัญ

ผศ.ดร.ถิรภาพ ฟักทอง อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประเมินผ่านแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์อย่างชัดเจนว่า ระบบสองอัตราทำให้เกิดพฤติกรรม Down Trading หรือการที่ผู้บริโภคหันไปหาสินค้าราคาถูกลงแทนที่จะลดปริมาณการสูบ ขณะเดียวกันผู้ผลิตและผู้นำเข้าก็ปรับราคาหรือแตกแบรนด์ใหม่ให้อยู่ในพิกัดภาษีต่ำ ข้อเสนอทางวิชาการจึงชัดเจนว่าต้องปรับเป็นอัตราเดียวที่ 25% ซึ่งเป็นระดับที่สมดุล ไม่กระทบกำลังซื้อรุนแรงเกินไป และควรรวบรวมยาเส้นเข้ามาอยู่ในโครงสร้างเดียวกันเพื่อปิดช่องโหว่การย้ายประเภทสินค้า

ขณะเดียวกัน ศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำว่าโครงสร้าง 2 อัตรา แม้รัฐบาลจะตั้งเป้าหมายในอดีตเพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นการสร้างแรงจูงใจและเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ให้ผู้ประกอบการต่างชาติพากันปรับลดราคาสินค้าลงมาอัดแน่นและแข่งขันกันอยู่ที่ระดับราคาไม่เกิน 72 บาทต่อซองเพื่อหลบเลี่ยงไปเสียภาษีในพิกัดที่ต่ำกว่า ส่งผลให้ตลาดเกิดการบิดเบือนอย่างรุนแรง ผู้บริโภคไม่ได้ลดปริมาณการสูบลงแต่กลับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาบริโภคบุหรี่ที่มีราคาถูกลงแทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐให้ลดน้อยถอยลงไปอย่างน่าเสียดาย การปรับมาเป็นอัตราเดียวจะช่วยสร้างความหลากหลายในเชิงโครงสร้างราคาและลดการแข่งขันด้านราคา ทำให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐมีความแม่นยำ คาดการณ์ได้ และสอดคล้องกับหลักสากล

นอกจากนี้ รศ.ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ ประธานมูลนิธิห้วยข้องพัฒนา และอุปนายกสมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างยั่งยืน ยังชี้ให้เห็นว่า ระบบภาษีบุหรี่ของไทยถูกจัดอันดับในดัชนีภาษีบุหรี่โลก หรือ Cigarette Tax Scorecard ที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยระดับสากล ได้คะแนนในหมวดโครงสร้างภาษีเพียง 1 จาก 5 คะแนนเต็ม ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมาก การได้คะแนนที่ตกขอบเช่นนี้เป็นผลมาจากระบบสองอัตราโดยตรง เนื่องจากเกณฑ์ประเมินสากลมองว่าระบบหลายอัตราคือโครงสร้างที่ล้มเหลว เปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนราคาและการเลี่ยงภาษีได้ง่าย หากไทยยอมปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นภาษีอัตราเดียว ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคะแนนความน่าเชื่อถือด้านนโยบายการคลังของประเทศในเวทีโลก แต่ยังเป็นการดำเนินนโยบายตามข้อเสนอแนะขององค์กรระดับสากลอย่างองค์การอนามัยโลก (WTO) ธนาคารโลก (World Bank) และธานคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ที่ต่างยืนยันตรงกันว่า ระบบภาษีอัตราเดียวคือระบบที่โปร่งใส ลดความซับซ้อน ปิดช่องโหว่การเก็งกำไร และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดเก็บรายได้รัฐ

รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสร้างเสริมสุขภาพ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ว่า จุดประสงค์หลักของภาษีบุหรี่อัตราเดียวคือ ลดการแข่งขันด้านราคาที่ไม่สมดุลในระบบสองอัตรา และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ลดการหลบเลี่ยงภาษี ระยะสั้นราคาบุหรี่อาจผันผวนเล็กน้อย แต่ระยะยาวตลาดจะปรับตัวได้ เพราะรายได้หลักมาจากบุหรี่ราคาต่ำ ทำให้รัฐเก็บภาษีเป็นธรรมและผู้ประกอบการตั้งราคาได้ยืดหยุ่นขึ้น ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ไปสู่ “อัตราเดียว และภาษีตามปริมาณสูงขึ้น” เป็นแนวทางที่กรมสรรพสามิตเห็นว่า เป็น “Quick Big Win” ไม่ใช่แค่เพื่อภาษีและรายได้รัฐเท่านั้น แต่เพื่อควบคุมราคาบุหรี่ ลดการบริโภค และสร้างกลไกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

เสียงจากฝั่งสาธารณสุขและสังคม: ระบบสองอัตราล้มเหลวในการปกป้องสุขภาพ

ในมิติสังคมและสุขภาพ นักวิชาการด้านการควบคุมยาสูบต่างมองว่า การยื้อเวลาให้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราคงอยู่ต่อไปส่งผลเสียต่อสุขภาวะของประชาชนโดยตรง

รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เสนอว่า ควรใช้ภาษีอัตราเดียว 40% ควบคู่กับภาษีตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน ตามคำแนะนำของ WHO เพราะตราบใดที่ยังมีบุหรี่ราคาถูกอยู่ในระบบ เด็กและเยาวชนก็ยังคงเข้าถึงบุหรี่ได้ง่าย และเมื่อราคาบุหรี่ต่างกัน นักสูบก็แค่นิยมเปลี่ยนไปสูบแบรนด์ที่ถูกกว่า ไม่ได้เลิกสูบแบรนด์นั้นจริง

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนเป็นภาษีอัตราเดียวเป็นก้าวที่ถูกต้อง เพราะโครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตรา ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้บิดเบือนระบบราคาและการแข่งขันในตลาดบุหรี่ ซึ่งเชื่อว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะเป็น “สะพาน” นำไปสู่การปรับขึ้นภาษีในอนาคต เพื่อลดการสูบและผลกระทบต่อสังคมอย่างยั่งยืน เพราะภาษีคือมาตรการที่จะจูงใจให้คนลดการสูบบุหรี่ และเป็นต้นทุนเพื่อชดเชยเรื่องสุขภาพและสังคมในอนาคต

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เตือนว่าและชี้ให้เห็นถึงความสูญเสียในมิติตัวเลขรายได้ โดยระบุว่านับตั้งแต่ประเทศไทยหันมาปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่เป็นระบบ 2 อัตรา รายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบที่ภาครัฐเคยจัดเก็บได้สูงสุดเกือบ 70,000 ล้านบาท ได้ทยอยลดฮวบลงมาอย่างน่าใจหายจนเหลือเพียงประมาณ 40,000 กว่าล้านบาทในปัจจุบัน เท่ากับว่าเงินรายได้แผ่นดินต้องสูญหายไปเป็นมูลค่านับหมื่นล้านบาทอันเนื่องมาจากโครงสร้างภาษีที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและเอื้อให้ผู้ผลิตมุดหนีลงไปเล่นในตลาดล่าง ระบบสองอัตรานอกจากจะล้มเหลวในการลดจำนวนนักสูบหน้าใหม่แล้ว ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อการยาสูบแห่งประเทศไทยและรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบไทย เพราะโดนบุหรี่ต่างชาติตีตลาดราคาต่ำ การเปลี่ยนเป็นอัตราเดียวจึงเป็นเครื่องมือเด็ดขาดที่สุดในการสกัดเยาวชนและฟื้นฟูระบบการคลัง

เมื่อกางข้อมูลของนักวิชาการทั้งหมดออกดู จะเห็นได้ทันทีว่าไม่มีนักวิชาการคนไหนเสนอให้คงระบบ 2 อัตราไว้เลย ทุกคนชี้ไปที่เป้าหมายเดียวกันคือการปรับเป็นอัตราเดียว เพียงแต่เสนอตัวเลขรายละเอียดที่ต่างกันตามมิติมุมมองเท่านั้น ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การไม่มีข้อมูลวิชาการ แต่อยู่ที่กระทรวงการคลังไม่กล้าตัดสินใจ สรรพสามิตในฐานะกรมจัดเก็บมีความพร้อมในการเสนอเรื่องและเตรียมระบบมานานแล้ว แต่เรื่องกลับต้องไปติดด่านอยู่ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งมักกังวลผลกระทบทางการเมืองและเกรงกลัวกระแสบุหรี่เถื่อน ทั้งที่นักวิชาการชี้ชัดว่า ปัญหาบุหรี่เถื่อนเกิดจากประสิทธิภาพการปราบปรามและธรรมาภิบาล ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างภาษี

การแช่แข็งโครงสร้างภาษีและคงระบบ 2 อัตราไว้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้ภาษีไปกว่า 20,000 ล้านบาท ในขณะที่ผู้บริโภคก็ไม่ได้ลดการสูบ เพียงแค่เปลี่ยนไปสูบบุหรี่ราคาถูกลง หากปรับเป็นภาษีอัตราเดียว รัฐจะได้รายได้ภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย สามารถสกัดนักสูบหน้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ตลาดเกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีการปรับสูตรราคาเพื่อบิดเบือนกลไกภาษีอีกต่อไป

การอ้างต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณว่ากำลังรอความเห็น จึงเป็นประโยคสำเร็จรูปที่ฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป ในเมื่อข้อมูลวิชาการทุกด้านที่ปรากฏเป็นการทั่วไปต่อสาธารณชนยืนยันตรงกันหมดแล้วว่า ระบบสองอัตราคือข้อผิดพลาดทางนโยบายที่ต้องแก้ไขโดยเร็วที่สุด คำถามสำคัญที่ผู้บริหารกระทรวงการคลังต้องตอบประชาชน ไม่ใช่คำถามที่ว่านักวิชาการคิดอย่างไร แต่คือคำถามที่ว่า กระทรวงการคลังจะยอมปล่อยให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้กว่าหมื่นล้านบาท และปล่อยให้สุขภาพของเยาวชนไทยถูกซ้ำเติมไปอีกกี่ปีงบประมาณ

Written By

.

Leave a Comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *